มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า.......เสียดายเวลาที่จะได้อยู่ใกล้ๆกับเธอเหลือเกิน ช่วงเวลาเดือนกว่าๆ ที่ฉันได้อยู่ใกล้เธอได้มองดูเธอเจ็บปวดทรมาน โดยไม่สามารถทำอะไรได้ มันทรมานเหลือเกิน เจ็ดคืนที่นอนอยู่หน้ารูปเธอ มันช่างเจ็บปวดหัวใจ หากย้อนเวลา...กลับไปได้ชั้นจะกลับไปหาเธอบ่อยกว่านี้ จะไปนั่งใกล้ๆกับเธอที่เก้าอี้ตัวเดิม จะไปพูดคุยกับเธอถึงเรื่องราวต่างๆ ที่พ้นผ่าน จะกอดเธอให้เต็มตื้น จะใช้ชีวิตร่วมกับเธอตอนเธอยังแข็งแรงและมีชีวิตชีวา จะทำในสิ่งที่เธอสบายใจ จะรักเธอให้มากกว่ารักที่ใครคนหนึ่งจะให้ใครซักคนหนึ่งได้ แต่มันสายไปแล้วใช่มั้ยค่ะ ขอให้คำคิดถึงนี้ส่งผ่านไปถึงเธอ เธอผู้เป็นคนหลอมรวมทุกสิ่งที่ฉันเป็น....... ฉันรักเธอ
  การจากไปของลุงอันเป็นที่รักทำให้ ฉันเสียสูญมาก ฉันได้รับเลือกให้เขียนประวัติถึงลุงของฉันในหนังสือ งานพระราชทานเพลิงศพ เลยนำมาลงไว้เพื่อระลึกถึง  ขออภัยหากข้อความยาวเกินไป
 

ข้อความสุดท้ายถึงครูไข่......................

“ไม่มีอะไรจะพัฒนาคนเราได้ดีเท่ากับการศึกษา” คือวลีสุดท้ายที่ฝากถึงลูกหลานทุกคนจาก คุณปู่ไข่   มะลิลา ผู้เป็นที่รักของทุกคนที่ได้รู้จักกับท่าน เพราะตลอดชีวิตของท่านได้อุทิศตนให้กับการศึกษา ศาสนา และชุมชน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม มุกตลก และเรื่องเล่าแทรกคติสอนใจ ที่ผู้คนในชุมชนจะได้ฟังทุกๆวันพระ การเน้นย้ำความสำคัญทางการศึกษาของลูกหลานและเด็กๆ ในชุมชน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ตั้งแต่ระดับบุคคล จนถึงระดับจังหวัดโดยเฉพาะปัญหาของเหล่าคุณครูทั้งหลาย  ได้แสดงให้เห็นอุดมการณ์และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับชีวิตและจิตใจของคนในชุมชนโดยใช้การศึกษาและศาสนาเป็นเครื่องมือ ได้เป็นอย่างดี

 

ชีวิตในวัยเด็ก

เด็กชายไข่ มะลิลา เกิดเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๗๗ ณ.หมู่บ้านท่าอ้อ    ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรคนที่สองในบรรดาพี่น้องห้าคนของคุณพ่อฉอย มะลิลา และคุณแม่ปลูก ดอกกลอย      ในสมัยนั้นบ้านเกิดของเด็กชายไข่ยังเป็นป่าดงพงไพร ทุรกันดาร ยากยิ่งนักกับการที่เด็กในหมู่บ้านจะได้เล่าเรียนในระดับสูง อย่างมากก็เข้าไปเรียนกันในวัด แต่เด็กชายไข่ในยามนั้นมีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเรียนหนังสือ อาจเพราะคุณพ่อที่มองเห็นแววในตัวของเด็กชายไข่ จึงฝากฝังไว้กับคุณแม่ปลูก ก่อนตายว่าให้ส่งเสริมกันจนถึงที่สุด จุดเริ่มต้นการศึกษาของเด็กชายไข่ไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปนัก คือ เข้าไปอาศัยเล่าเรียนอยู่ที่วัดถ้ำมะเดื่อโดยอยู่ในความดูแลของหลวงน้าเงิน หลวงน้าได้ดูแลเด็กชายไข่อย่างเข้มงวด ถึงขนาดให้นั่งประจำเสา จุดขี้ไต้นั่งท่องตำรา จนเกิดการสัปหงก มือพลาดไปโดนไฟเป็นรอยแผลเป็น มาจนปัจจุบัน จากนั้นก็ย้ายมาเรียนต่อที่วัดปากกิเลนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้วเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนช่างไม้กาญจนบุรี ปัจจุบันคือ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี โดยอาศัยอยู่ที่วัดถาวรวราราม (วัดญวณ)   จากนั้นได้สอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคนิคอินทราชัย กรุงเทพมหานคร ช่วงนี้เองที่ได้พบรักกับภรรยา คือ นางสาวเจี้ย บริสุทธิ์ โดยเป็นเรื่องราวที่น่ารักมาก คือ ในช่วงวันสงกรานต์นางสาวเจี้ยมาขายน้ำที่ วัดถ้ำมะเดื่อแล้วนายไข่ไปเที่ยวก็รู้สึกถูกใจจึงมักจะปั่นจักรยานแวะเวียนมาทักทายอยู่เสมอ และตามไปหาที่อยู่จนได้นำผู้ใหญ่มาสู่ขอและอยู่ด้วยกันจนมีบุตรและธิดาร่วมสามคน คือนางประภาภรณ์ จันดา นายสุพรชัย มะลิลา และนายไชยพร มะลิลา ซึ่งทั้งสองก็ได้เลี้ยงดูและให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียนของลูกๆ จนกระทั่งมาถึงรุ่นหลาน นายไข่ในเวลานั้นมีความมุมานะในการเรียน เป็นคนมุ่งมั่น ทั้งเรียนทั้งทำงานระหว่างเรียนเพื่อหาเงินไปเป็นค่าเล่าเรียนจนผลการเรียนออกมาเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับสองเพียงเท่านั้น ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า แข่งกับเพื่อนเรียนสองคน เมื่อใดที่เพื่อนอ่านหนังสือท่านก็อ่าน พอเพื่อนนอนหมดแล้วท่านจะจุดตะเกียงและออกไปอ่านหนังสือด้านนอกต่ออีก ท่านมักจะเล่าให้ลูกหลานฟังเสมอถึงความลำบากเรื่องการเรียนในสมัยของท่านทั้งการเดินทางและเรื่องเงินทอง แต่สุดท้ายผลกำไรจากความยากลำบากนั้นก็ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ลูกหลานทุกคนจะต้องผ่านห้องเรียนของลุงไข่หรือปู่ไข่ ท่านจะเน้นมากในรายวิชาภาษาไทยเพราะท่านถือว่าเป็นภาษาของชาติ เป็นพื้นฐานสำหรับทุกๆวิชา ท่านจะส่งเสริมเรื่องการศึกษาของลูกหลานเป็นอันดับหนึ่งดังที่กล่าวมา หลานๆที่สอบเข้าเรียนต่อไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยท่านจะไปส่งและไปร่วมแสดงความยินดีในวันที่สำเร็จการศึกษาโดยอวยพรด้วยคำสี่คำ คือ ขยัน ประหยัด อดทน และ ประพฤติดี ท่านไม่เคยกล่าวโทษโกรธเคืองใครไม่เคยมองคนในแง่ลบ ดังคำของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ท่านประทับใจ จนจำได้ คือ

 

                “เขามีส่วนเลวอยู่บ้างช่างหัวเขา     จงเลือกเอาส่วนดีเขามีอยู่

    เป็นประโยชน์ต่อโลกบ้างยังน่าดู                 สิ่งที่เลวอย่าไปรู้ของเขาเลย

 

ตั้งแต่ผู้เขียนได้รู้จักกับท่านมายังไม่เคยมีซักครั้งที่จะสงสัยในความดีงามและความจริงใจของท่านที่มีต่อทุกๆคนแม้เพียงครั้งเดียว

 

บนเส้นทางจิตวิญญาณครู

                เมื่อนายไข่ มะลิลา จบการศึกษาจาก วิทยาลัยเทคนิคอินทราชัย กรุงเทพมหานคร ทางอาจารย์ได้ชักชวนให้รับราชการสอนหนังสือที่โรงเรียน พิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร หรือเรียนต่อ เพราะเห็นว่าเป็นคนมีความสามารถและสติปัญญาดี สำหรับคนทั่วไปก็คงไม่ยากที่จะตัดสินใจรับคำเชิญนี้เพื่อความรุ่งเรืองในอนาคต แต่สำหรับนายไข่ในตอนนั้น กาญจนบุรี คือบ้านที่ต้องกลับไปช่วยเหลือพัฒนาทำให้ทุกๆบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว จึงได้ปฏิเสธอาจารย์ และกลับไปสอบบรรจุเข้ารับราชการครู ที่จังหวัดกาญจนบุรี สามารถสอบได้เป็นลำดับที่หนึ่งและเลือกบรรจุที่โรงเรียนวัดปากกิเลน โรงเรียนที่เคยเล่าเรียนเมื่อสมัยเด็กทำให้นายไข่กลายเป็นครูไข่ ด้วยเงินเดือนเพียงหกร้อยบาทเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นมีครูประจำอยู่หนึ่งคนและไม่นานครูท่านนั้นก็ได้ย้ายไปช่วยราชการที่โรงเรียนบ้านหินดาดซึ่งเป็นโรงเรียนใกล้เคียง ทำให้เหลือท่านเป็นครูคนเดียวของโรงเรียน และดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนวัดปากกิเลนตั้งแต่นั้นมา ในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ครูไข่มิได้เป็นเพียงผู้บริหารโรงเรียน แต่ยังเป็นครูผู้สอน เป็นนักการภารโรง เนื่องจากทั้งโรงเรียนมีครูอยู่คนเดียว ทั้งในช่วงนั้นได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ทำให้โรงเรียนเสียหาย ด้วยว่าเป็นคนที่มีฝีมือทางงานช่างทำให้ครูไข่เป็นแรงสำคัญในการซ่อมแซมโรงเรียน ครูไข่คอยดูแลช่วยเหลือนักเรียนของท่าน มักไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของลูกศิษย์เพื่อที่จะรู้ปัญหาของแต่ละคนและคอยแก้ไขให้เหมาะสม ซึ่งตรงกับทฤษฏีจากต่างประเทศที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน (คือ รู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล) แต่ครูไข่ได้นำมาใช้ก่อนหน้านั้นนานโข ถือได้ว่าเป็นคนที่มีความสามารถ มีแนวคิดสร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล

จากคำบอกเล่าของคุณสายันต์ เกตุแก้ว หนึ่งในลูกศิษย์ของครูไข่ ว่า “ ผมเป็นคนไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบเล่นกีฬาจึงมักหนีเรียนอยู่บ่อยๆ ครูเขาก็ไปตามมาเรียน พอเรียนจบจากครูผมก็หนีไปในเมืองไม่ยอมเรียนต่อ ครูก็ไปตามกลับมาเรียนที่ โรงเรียนไทรโยคมณีกาญจน์วิทยาจนเรียนจบ  ครูไม่ค่อยให้เงินเด็กโดยไม่รู้คุณค่าแต่ครูจะให้เราทำงานเพื่อแลกกับรางวัล เหมือนๆกับจะบอกว่า จะหวังสิ่งใดต้องลงแรงกายและแรงใจจึงจะได้มา ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ”  หลักจากนั้นเมื่อโรงเรียนวัดปากกิเลนมีครูมาประจำการมากขึ้นครูไข่จึงคิดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วมีคนดูแลโรงเรียนได้ประกอบกับความตั้งใจเดิมที่จะกลับไปพัฒนาบ้านถ้ำมะเดื่อสถานที่ที่ให้ความรู้มาแต่แรกจึงขอย้ายตัวเองมาประจำที่โรงเรียนวัดท่ามะเดื่อ และปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ ใช้หลักธรรมนำการสอนและพัฒนาหมู่บ้าน โดยใช้กุศโลบายปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้น่าเคารพนับถือเพื่อจะได้มีพลังในการเป็นผู้นำพัฒนาชุมชนมากขึ้น ครูไข่ใช้หลักการ บ้าน วัด โรงเรียนในการพัฒนาการเรียนการสอน พัฒนาจิตใจของชาวชุมชน และได้ทำงานเป็นครูใหญ่อยู่ที่โรงเรียนบ้านถ้ำมะเดื่อจนเกษียณอายุราชการ ในงาน วันมุทิตาจิตมีผู้คนมาร่วมแสดงความกตัญญูมากมายแสดงให้เห็นถึงความรัก ความเคารพในตัวครูไข่ว่ามากมายเพียงใด  แม้จะหลุดพ้นจากตำแหน่งครูใหญ่ไปแล้วแต่ทุกคนก็ยังคงเรียกท่านว่าครู ดังเดิมเพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด เหตุการณ์อะไร ครูไข่ก็ยังคงจะมีจิตวิญญาณของความเป็นครูอยู่เสมอ

 

ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ

                ครูไข่มิได้หยุดพักดังเช่นผู้เกษียณอายุราชการทั่วไป ท่านเห็นว่าตัวเองยังมีความสามารถมีกำลังที่จะทำ แทนที่จะปล่อยทิ้งไปให้ไร้ค่า ท่านจึงสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลและได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานสภา ในช่วงนี้ท่านทุ่มเทให้กับงานมากถึงขนาดมีการจัดประชุมกลุ่มที่บ้าน และหลังจากรับตำแหน่งได้หนึ่งสมัย (๔ ปี) ก็ผันตัวเองมาเป็นที่ปรึกษา แล้วใช้ชีวิตเรียบง่ายกับลูกหลาน ไปปฏิบัติธรรมทุกครั้งที่มีโอกาส เป็นผู้ช่วยเหลือกิจการงานของวัดจนหลวงพ่อตั้ง`(พระครูกาญจนประภัสสร) เรียกว่า พี่ครู อย่างคุ้นเคย หรือบางทีลูกหลานมักจะกล่าวกันเล่นๆว่า เป็นบุคลากรของวัดไปแล้ว เพราะอยู่วัดนานเหลือเกิน เป็นครูสอนธรรมะ และไม่ว่าใครก็ตามมีเรื่องเดือดร้อนหรือมีกรณีพิพาทกันก็จะต้องมาหาครูไข่เพื่อให้ท่านตัดสินไกล่เกลี่ยความ จนเป็นที่พอใจทุกฝ่าย ครูไข่จะมองโลกในแง่ดี มีความคิดเห็นที่เป็นเหตุเป็นผลทำให้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆลดน้อยลง ครูไข่ได้ทำงาน ทำงาน และทำงาน ด้วยหัวใจ ทำงานจนกระทั่งหมดแรงกันไปข้างหนึ่ง   ครูไข่ไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้อุทิศชีวิตเพื่อสิ่งใด ไม่ได้เป็นคนโด่งดัง ไม่ได้รวยมีเงินและอำนาจคับฟ้า แต่สิ่งที่ท่านได้กระทำมาตลอดทั้งชีวิตมันมีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด เพราะครูไข่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวเอง ท่านทำเพื่อคนอื่น ทำเพราะรู้ว่าแม้การศึกษาไม่ได้ผลิดอกออกผลอย่างรวดเร็วแต่มันคือต้นทุนชีวิตของลูกหลานและลูกศิษย์มันคือสมบัติที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต  หากจะว่ากันจริงๆแล้วหน้ากระดาษเพียงไม่กี่หน้าคงไม่สามารถบรรยายถึงคุณงามความดีและความรู้สึกที่มีต่อครูไข่ได้

                เมื่อวันรดน้ำศพ มองไปเห็นเขาใส่ชุดข้าราชการชุดขาวให้ครูไข่ เห็นมือที่เคยอบอุ่น มือที่เคยมอบกำลังใจ มือที่เคยถือไม้เรียวอบรมสั่งสอน มือที่เคยถือชอล์ค มือที่เคยทำงานเพื่อทุกคนในชุมชน บัดนี้มันซีดเซียวและไร้ซึ่งพลัง แต่เราทุกคนย่อมรู้ว่าความโศกเศร้ามิใช่สิ่งที่ครูไข่ของเราต้องการ ท่านต้องการเห็นความก้าวหน้า ความสำเร็จและความดีงามในทุกคนที่ท่านรักเท่านั้น ดังนั้นหากจะมีสิ่งใดที่เราจะทำเพื่อเป็นที่ระลึกถึงท่านก็เพียงแต่ช่วยกันสานต่ออุดมการณ์ของท่านอันมีการศึกษาและความดีด้วยธรรม

                ด้วยเหตุนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการจากไปของครูไข่เป็นการตายที่ทำให้ดอกไม้บาน คือ ไม่ได้สูญเสียแต่เพียงอย่างเดียว คนที่ยังอยู่จะได้รับประโยชน์ด้วย

 

 

 

 

 

Lotus in Visaka day

posted on 29 May 2010 10:54 by furnworld

  สถานที่ : มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน

        คืนก่อนหน้าวัน วิสาขบูชา  ออกไปทำบาปกรรมกัน เกือบเช้า

 สังเวยกายา ด้วยสุรา และดนตรี ชั้นดี  หลับไปไม่ถึงชั่วโมง

 กายาก็ลุกผุดกายขึ้นนั่ง ด้วยอาการ มึนงง ว่าวันนี้วันดี

 วิสาขบูชา เดินสะลึมไปหยิบกล้อง  และสะลือ ออกไปต้องแสงยาม

หกโมงเช้า ไปชมและชื่นความมงามของดอกบัว  รับรู้ความบริสุทธ์

และปรัชญาที่แฝงไว้ กับซอกหลืบของกลีบบัว  

ประเดิม เห็นว่าองค์ประกอบมันดูเทห์ดี เลยยิงมา แถมมดกัดอีกสองสามตัว

 หันไปอีกทางก็เจอ ดอกบัวนี่ดูสงบ แบบเรียบๆ ดีเนอะ

เปลือกหอยเชอรี่ อยู่บนริมตลิ่ง สวยดีว่า มั้ย?

 เพียงเงา สะท้อน ก็บ่งบอกถึงตัวตนไ้ด้

สังขาร.......... แม้แต่ดอกบัวที่งดงาม ธรรมชาติก็ยังไม่เว้น 

วิว ของสระบัว หน้ามหาวิทยาลัย  อาการมึนเริ่มออก ถ่ายแบบรีบๆ

 

 ดอกบัวตูม ส่งท้าย วันบุญใหญ่ 

 อันนี้ตอนกำลัง จะเดินกลับหอ เห็นมันสวยดี  เลย ยิงมาซะ

 

 

 

ฝึกงานแล้วดองBlog

posted on 03 May 2010 22:44 by furnworld

  ไปฝึกงานมาคะเลยปล่อย ดอง

จน Blog เน่าซะงั้น

ก็เลยจะแวะเข้ามาดูว่ามีใครมา

ถามหารึเปล่า